เลเซอร์กำจัดขนให้ได้ผลลัพธ์ดี ขึ้นอยู่กับอะไร ?

10 ก.พ. 2023

เลเซอร์กำจัดขนให้ได้ผลลัพธ์ดี ขึ้นอยู่กับอะไร ?
การกำจัดขนด้วยวิธีเลเซอร์ถือเป็นวิธีที่เห็นผลลัพธ์ได้ในระยะยาวกว่าการกำจัดขนด้วยวิธีการโกน ถอน หรือแว็กซ์ ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาหนังไก่ ขนคุด รักแร้ดำ ในปัจจุบันเลเซอร์กำจัดขนมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ และการเลเซอร์กำจัดขนที่มีประสิทธิภาพนอกจากจะขึ้นอยู่กับรูปแบบพลังงานที่ใช้แล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการเลเซอร์กำจัดขนมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย !

Table of Contents

1. ช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสมกับการเลเซอร์ขน

การเลือกใช้พลังงานที่มีช่วงความยาวคลื่นเหมาะสม จะทำให้การเลเซอร์กำจัดขนได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากความยาวคลื่นส่งผลโดยตรงต่อเส้นขนและรากขน โดยเลเซอร์ที่มีช่วงความยาวคลื่นเหมาะสม จะทำให้พลังงานงานลงไปทำลายเซลล์เม็ดสีในชั้นรากขน

ช่วงความยาวคลื่นที่สามารถกำจัดขนได้ อยู่ตั้งแต่ 650-1100 nm เลเซอร์ที่นิยมใช้กำจัดขน เช่น Diode laser , Long Pulse ND Yag เป็นต้น

ช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสมกับการเลเซอร์ขน

ช่วงความยาวคลื่นที่สามารถกำจัดขนได้ อยู่ตั้งแต่ 650-1100 nm

2. ลักษณะสีผิวและสีขน

  • ผู้ที่มีผิวแห้งบอบบางแพ้ง่ายและผิวสีเข้ม ในการเลเซอร์กำจัดขนควรระมัดระวังไม่ควรใช้พลังงานสูงเกินไปเนื่องจากเมลานินในชั้นหนังกำพร้าค่อนข้างเยอะ ทำให้ไปแย่งจับกับแสงเลเซอร์อาจทำให้เกิดการเบิร์นผิวด้านบนได้ง่าย
  • ผู้ที่มีขนสีดำเส้นใหญ่และหนา ในการเลเซอร์กำจัดขนจะรู้สึกเจ็บมากกว่าขนเส้นเล็กและบางเนื่องจากเมลานินในเส้นขนมีมากจึงดูดแสงเลเซอร์ได้ดีเกิดการสะสมความร้อนได้มากกว่าจึงรู้สึกเจ็บกว่าและขนจะร่วงได้ดีกว่าคนที่มีขนเส้นเล็ก
ลักษณะสีผิวและสีขน

3. วงจรเส้นขน (Hair Cycle)

วงจรเส้นขน คือ ระยะการเจริญเติบโตของเส้นขนตั้งแต่เริ่มงอกใหม่จนถึงหลุดออกไป แบ่งได้ 3 ระยะ โดยจะวนเวียนซ้ำไปเรื่อย ๆ ได้แก่

  1. ระยะเติบโต (Anagen Phase)
  2. ระยะเสื่อมสภาพ (Catagen Phase)
  3. ระยะพักตัว (Telogen Phase)
วงจรเส้นขน (Hair Cycle)

การเลเซอร์กำจัดขนมีผลกับขนในระยะ Anagen หรือ ระยะเติบโต ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นขนได้รับสารอาหารจากเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง ทำให้มีการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ มากที่สุด มีปริมาณเม็ดสีเมลานินมากที่สุด ซึ่งสามารถจับกับเลเซอร์และทำลายรากขนได้ จึงสามารถตอบสนองต่อการรักษาด้วยเลเซอร์ได้ดี ต่างจากระยะ Catagen และ Telogen ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์ต่าง ๆ หยุดการทำงานแล้ว เส้นขนจึงไม่เจริญเติบโตอีกและหลุดร่วงออกไป

โดยการส่งพลังงานความร้อน ผ่านแสงเลเซอร์ไปที่รากขน ตัวเซลล์เม็ดสีเมลานิจะดูดซับพลังงาน ทำให้รากขนถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ทำให้วงจรเส้นขนที่เกิดใหม่จะช้าออกไป และเส้นขนที่เกิดจากนี้จะมีขนาดที่เล็กลง บางลง สีอ่อนลง และจะค่อย ๆ ขึ้นน้อยลง จนหมดไปในที่สุด

วงจรเส้นขนของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล ตามตำแหน่งในร่างกายและลักษณะของขนฮอร์โมน เชื้อชาติ ทำให้จำนวนครั้งในการกำจัดขนของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป

จะเห็นได้ว่าการเลเซอร์กำจัดขน หากจะให้ได้ผลลัพธ์ดีต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง และในปัจจุบันได้มีการพัฒนานวัตกรรมเครื่องเลเซอร์กำจัดขนมากมาย จึงควรเลือกสรรเครื่องที่ดี มีคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีมีประสิทธิภาพที่สุด ขอแนะนำ

Diode Laser

เครื่องเลเซอร์กำจัดขนรูปแบบใหม่ล่าสุดแห่งปี 2023 มาตรฐานจากประเทศอเมริกา มีจุดเด่นปล่อยพลังงานได้ถึง 3 ช่วงความยาวคลื่น ได้แก่ 755 nm, 810 nm และ 1064 nm

755 nm : เหมาะกับคนผิวขาว Skin type I, II ขนเส้นเล็ก ขนสีบลอนด์ กำจัดขนบริเวณที่มีรากขนอยู่ตื้น ๆ ได้ดี

810 nm : เหมาะกับคนผิวขาวระดับกลาง / ผิวขาวเหลือง Skin type III, IV เส้นขนกลาง ๆ ทั่วไปเหมาะกับคนเอเชีย กำจัดได้ทั้งขนสีอ่อน และขนสีดำ ทั้งขนเส้นเล็กและเส้นใหญ่ ลงลึกถึงรากขน

1064 nm : เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะคนคล้ำ Skin type IV, V, VI ลงลึกถึงชั้นรากขน และทำลายเส้นเลือดที่เลี้ยงเส้นขน ทำลายวงจรเส้นขน ทำให้ขนไม่กลับมาขึ้นอีก

ครอบคลุมการกำจัดขนในหลายระดับความลึกได้ดี และตอบโจทย์ในทุกสีผิว สีขน และลักษณะเส้นขนที่แตกต่างกันออกไป เหมาะกับคนไทย

Related Article

หลายคนคงคาดหวังว่าหลังทำ Diode Laser ครั้งแรก ขนจะหลุดหมดในทันที แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เพราะผลลัพธ์ของเลเซอร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งวงจรเส้นขน ระดับพลังงาน และสภาพผิวของแต่ละคน
ในยุคที่เทคโนโลยีความงามเข้าถึงง่ายขึ้น “การกำจัดขน” ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งคลินิกเสมอไป เพราะปัจจุบันมี เครื่องเลเซอร์กำจัดขนแบบใช้ที่บ้าน (Home-Use Laser) ให้เลือกมากมาย แต่คำถามคือ ระหว่าง

เครื่องเลเซอร์ขน Diode Laser เป็นเทคโนโลยียอดนิยมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในคลินิกความงามทั่วโลก เพราะให้ผลลัพธ์ชัดเจน ปลอดภัย และตอบโจทย์ทุกสีผิว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ “ความยาวคลื่น (Wavelength)”