เหนียงเกิดจากอะไร
เหนียง (Double Chin) หรือไขมันใต้คาง เกิดจากการสะสมของไขมันส่วนเกิน ซึ่งมักสัมพันธ์กับการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการกระจายตัวของไขมันในร่างกาย นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากความหย่อนคล้อยของผิวหนังบริเวณคอตามธรรมชาติเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสูญเสียคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งทำให้ผิวหย่อนลงมาจนดูเหมือนมีเหนียง และในบางกรณี ท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การก้มหน้าเป็นเวลานาน ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยพับและเร่งให้ผิวบริเวณนั้นหย่อนคล้อยได้เช่นกัน

Monopolar RF คืออะไร
Monopolar RF คือเทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูงที่ใช้ระบบขั้วเดี่ยวในการปล่อยพลังงานลงลึกสู่ชั้นผิวและชั้นไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความร้อนสม่ำเสมอในเนื้อเยื่อที่ต้องการดูแล จึงเป็นเทคโนโลยีที่มักถูกใช้ในงานยกกระชับ ลดความหย่อนคล้อย และฟื้นฟูความเรียบตึงของผิว ทั้งในงานหน้าและงานตัว ด้วยความโดดเด่นด้านการส่งพลังงานลึกกว่า RF แบบอื่น ทำให้ Monopolar RF ได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกและงานด้านความงาม
กลไกการทำงานของ Monopolar RF
คลื่นวิทยุที่มีรูปแบบการทำงานแบบ Monopolar ตัวคนไข้ หรือผู้รับบริการจะต้องมี Electrode Ground ซึ่งทำหน้าที่เสมือนสายดินไว้กับตัว โดยที่ RF จะส่งผ่านผิวหนัง ลงลึกผ่านร่างกายเพื่อไปยัง Ground ดังกล่าว (Electrode Ground มีหลายรูปแบบ ได้แก่ แผ่นแปะ แท่งบาร์ และแผ่นโลหะ ขึ้นอยู่กับเครื่อง และความเหมาะสมในการใช้งาน) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Monopolar RF จึงส่งพลังงานลงได้ลึกกว่า และสามารถสลายไขมัน กระตุ้นคอลลาเจน อิลาสติน ได้ดี โดยไม่เกิดความร้อนบนผิวชั้นนอก แต่สะสมพลังงานได้ดีในผิวชั้นลึก

Monopolar RF เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีไขมันสะสมหนา และต้องการลดสัดส่วนหรือสลายไขมันเฉพาะจุด
- ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวเฉพาะส่วน เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือกรอบหน้า
- ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย จากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือหลังลดน้ำหนัก
- ผู้ที่มีเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้ม ต้องการให้ผิวเรียบเนียนมากขึ้น
- ผู้ที่มีรอยแตกลาย ผิวหมองคล้ำ หรือผิวไม่เรียบเนียน ต้องการฟื้นฟูผิวโดยรวม
- ผู้ที่มีหลุมสิวตื้น ๆ และต้องการกระตุ้นการซ่อมแซมโครงสร้างผิว (แม้ผลลัพธ์จะไม่ชัดเท่า Fractional RF หรือ Subcision แต่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมได้ดี)
เทคโนโลยี สลายเหนียง ยกกระชับหน้า มีอะไรบ้าง?
- เทคโนโลยี HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)
มุ่งเน้นการส่งพลังงานสู่ชั้นผิวลึกเพื่อกระตุ้นให้เกิดความกระชับ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกรอบหน้า ลดความหย่อนคล้อย และเก็บเหนียงโดยไม่ต้องพักฟื้น - เทคโนโลยี RF (Radiofrequency)
ใช้พลังงานความร้อนเพื่อทำให้เนื้อเยื่อกระชับ ช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น ลดผิวหย่อนคล้อย และฟื้นฟูความเรียบตึงของผิว สามารถใช้ได้ทั้งใบหน้าและลำคอ - เทคโนโลยี Microneedle RF
ผสานพลังงาน RF กับเข็มขนาดเล็ก ส่งพลังงานลึกอย่างแม่นยำ ช่วยทั้งยกกระชับผิว ลดเหนียง กระชับคาง และฟื้นโครงสร้างผิวสำหรับคนที่มีผิวไม่เรียบ - เทคโนโลยี Cryolipolysis
เป็นเทคโนโลยีลดไขมันด้วยการแช่แข็งเซลล์ไขมันให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำจนเกิดการสลายตัวตามธรรมชาติ มักนิยมใช้กับลำตัว เช่น หน้าท้อง ต้นขา แต่บางเคสสามารถนำมาประยุกต์ใช้บริเวณใต้คางได้ โดยต้องประเมินอย่างละเอียดถึงความเหมาะสมของผิวแต่ละประเภท
เปรียบเทียบ Monopolar RF กับเทคโนโลยีอื่น ๆ
เทียบกับ HIFU
HIFU ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ยิงลึกถึงชั้น SMAS ช่วยยกกระชับผิวหย่อนคล้อยได้ดี แต่ไม่ค่อยตอบโจทย์การสลายไขมันเฉพาะจุดแบบชั้นลึก ขณะที่ Monopolar RF ให้พลังงานความร้อนลงลึกกว่า เหมาะกับเคสที่มีไขมันสะสมร่วมกับผิวหย่อนคล้อย
เทียบกับ Bipolar / Multipolar RF
RF แบบหลายขั้ว เน้นกระชับผิวชั้นตื้นเป็นหลัก ให้ความอุ่นบนผิวมากกว่า ส่วน Monopolar RF ส่งพลังงานได้ลึกกว่า จึงช่วยสลายไขมันและกระชับผิวชั้นลึกได้พร้อมกัน เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกมากกว่า
เทียบกับ Microneedle RF
Microneedle RF เหมาะกับการแก้ปัญหารูขุมขน หลุมสิว และผิวไม่เรียบเนียน เพราะส่งพลังงานแบบเจาะจงในแต่ละตำแหน่ง ส่วน Monopolar RF เหมาะกับงานยกกระชับบริเวณกว้าง เช่น กรอบหน้า ใต้คาง และคอ
เทียบกับ Cryolipolysis
Cryo สลายไขมันด้วยความเย็น เหมาะกับบริเวณลำตัวมากกว่าและต้องรอผลค่อยเป็นค่อยไป 4–12 สัปดาห์ ในขณะที่ Monopolar RF เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หลังทำ ไม่ต้องพักฟื้น และตอบโจทย์บริเวณใบหน้า–คอได้ดีกว่า
ข้อดีของ Monopolar RF เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น
- ไม่เจ็บ หรือแทบไม่มีระยะฟื้น หากเทียบกับ HIFU และการฉีดยา
- ให้ผลลัพธ์ชัดเจน และลงลึกถึงชั้นไขมันมากกว่า RF ชนิด Bipolar และ Multi polar RF
- ผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก หลังทำทันที ไม่ต้องรอนานเหมือน Cryolypolysis
- สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง อย่างต่อเนื่อง
- นอกจากสลายไขมันเฉพาะส่วนแล้ว ยังกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และการขับของเสีย จึงฟื้นฟูผิวได้เป็นอย่างดี
- กระแสไฟฟ้าทิศทางเดียว ไม่มีการสะท้อนกลับหรือสปาร์คขณะทำ จึงไม่เสี่ยงต่อผิวชั้นนอก ปลอดภัยต่อรับ และผู้ให้บริการ
ข้อควรระวังและการดูแลหลังทำ Monopolar RF
ข้อห้าม/ข้อควรระวังสำหรับการทำ Monopolar RF
- ห้ามผู้ที่ Loss sense หรือการรับความรู้สึกบกพร่องทำการรักษา
- ห้ามใช้บริเวณที่มีแผลเปิด มีการติดเชื้อ หรืออักเสบ
- ห้ามผู้ที่แพ้ความร้อน หรือภูมิแพ้ผิวหนังทำการรักษา
- หากเป็นบริเวณหน้าท้อง สำหรับผู้หญิงควรเว้นก่อน และหลังมีประจำเดือน อย่างน้อย 5-7 วัน
- ห้ามผู้ป่วยหลังคลอด 6 เดือน
- หลักเลี่ยงบริเวณที่มีการใส่เหล็ก หรือเพิ่งผ่าตัดยังไม่ถึง 3 เดือน
- เนื่องจากต้องมีการแปะ Electrode Ground จึงไม่ควรทำในผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น หัวใจ ผู้ใส่อวัยวะเทียม Pacemaker ฯลฯ
- บริเวณที่มีการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ควรเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์ หรือตามประสิทธิภาพการทำงานของสารนั้น ๆ ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากความร้อนจะส่งผลให้สลายเร็วขึ้น
การดูแลหลังทำ Monopolar RF
- หลังทำอาจมีอาการบวมแดง ซึ่งจะหายได้เองภายใน 5-20 นาที หรือในบางเคส 1-2 วัน หลังทํา
- ควรดื่มน้ำอุ่นให้มากกว่าปกติ เนื่องจากกระตุ้นการกำจัดของเสีย และระบบเผาผลาญ
- บริเวณร่างกายควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่แน่นจนเกินไป ระบายอากาศได้ดี เพราะผิวหนังมีการระบายความร้อนที่สะสมในชั้นลึก
- เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน และคงอยู่ได้นาน ควรควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร รวมทั้งการบริหารเฉพาะส่วน
สรุป
Monopolar RF คือเทคโนโลยีคลื่นวิทยุความถี่สูง ที่ส่งพลังงานลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และสลายไขมันเฉพาะจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหนียง หนังใต้คางหย่อนคล้อย หรือกรอบหน้าไม่ชัด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น Monopolar RF ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่ต้องพักฟื้น เหมาะทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
